การตรวจวินิจฉัยภาวะมีบุตรยาก

การตรวจวินิจฉัยภาวะมีบุตรยาก

แพทย์ผู้ทำการรักษาจะทำการวินิจฉัยทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิงโดยการซักถามประวัติทางการแพทย์เพื่อหาสาเหตุเบื้องต้นก่อน จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจร่างกายเพิ่มเติมและตรวจภายในของฝ่ายหญิง แล้วส่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของการเกิดภาวะมีบุตรยาก โดยสามารถจำแนกการส่งตรวจได้ดังนี้

การประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชาย

ภาวะมีบุตรยากของฝ่ายชายนั้นมีหลากหลาย โดยสิ่งที่แพทย์จะตรวจนั้นมีดังนี้

  • ประวัติและการตรวจร่างกาย อาจช่วยบอกความผิดปกติที่เป็นสาเหตุได้ เช่น ประวัติการติดเชื้อหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, เนื้องอกในอัณฑะ, ประวัตการผ่าตัด, กิจกรรมทางเพศ, การใช้ยา, การใช้หรือการสัมผัสสารบางชนิด เช่น รังสี สารสเตียรอยด์ การทำเคมีบำบัด และสารเคมีที่เป็นพิษ เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัย
  • ตรวจน้ำอสุจิ หัวใจสำคัญในการประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชายคือการตรวจวิเคราะห์น้ำอสุจิหรือนับจำนวนอสุจิด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งการตรวจนี้จะทำให้ทราบถึงคุณภาพและปริมาณโดยรวมของน้ำเชื้อ จำนวนอสุจิ รูปร่างและการเคลื่อนไหวของอสุจิ
  • การตรวจเลือด โดยปกติแล้วแพทย์จะขอตรวจเลือดถ้าสงสัยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากฮอร์โมน (จะตรวจเมื่อพบความผิดปกติของน้ำเชื้อ) และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • การทดสอบทางพันธุกรรม ในรายที่แพทย์สงสัยก็อาจจะทำการตรวจสอบเลือดอย่างเฉพาะเจาจง เพราะบางกรณีปัญหาการมีบุตรยากอาจเกิดจากการขาดหายไปหรือความผิดปกติของโครโมโซมเพศชาย (Y) ผู้ชายบางคนอาจสืบทอดยีนที่เกี่ยวข้องกับโรค Cystic fibrosis ซึ่งทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากเนื่องจากจำนวนตัวอสุจิต่ำกว่าเกณฑ์ ในกรณีแพทย์จะต้องหารือกับคู่สมรสถึงความเป็นไปได้และผลที่จะตามมาจากพันธุกรรมที่อาจถ่ายทอดไปถึงลูกได้
  • การตรวจอื่นๆ ในกรณีที่มีอสุจิต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่มีเลย แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจชิ้นเนื้ออัณฑะเพื่อวิเคราะห์น้ำอสุจิ (ทำในห้องผ่าตัดโดยใช้ยาดมสลบ) และอาจนำเซลล์อสุจิไปแช่แข็งเพื่อใช้ในการทำเด็กหลอดแก้วต่อไป


การประเมินภาวะมีบุตรยากในฝ่ายหญิง

ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจมากมายที่ช่วยประเมินภาวะมีบุตรยากของฝ่ายหญิงได้ ซึ่งในแต่ละรายอาจใช้วิธีการตรวจและการตรวจแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมและอาจไม่จำเป็นต้องตรวจทั้งหมดครบทุกวิธีก็ได้ โดยสิ่งที่แพทย์จะตรวจนั้นมีดังนี้ครับ

  • ประวัติทางการแพทย์ หรือประวัติสุขภาพที่ผ่านมาก็อาจช่วยให้ทราบถึงสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก โดยแพทย์จะถามเกี่ยวกับความผิดปกติของรอบเดือน, การเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศในช่วงวัยรุ่น, อาการปวดท้องน้อยเวลามีประจำเดือน ประวัติการอักเสบในอุ้งเชิงกราน, ประวัติทางเพศหรือการเจ็บป่วยจากการติดโรคทางเพศสัมพันธ์, การสัมผัสสารบางชนิด เช่น สารสเตียรอยด์ ทำเคมีบำบัด ฉายรังสี และสารเคมีที่เป็นพิษ รวมทั้งประวัติเกี่ยวกับการมีบุตรที่ผ่านมา
  • ตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจภายใน จะบอกได้ถึงความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ส่วนการตรวจภายในจะทำให้ทราบถึงความผิดปกติของอวัยวะระบบสืบพันธุ์ภายในได้
  • ตรวจเลือด จะบอกได้ว่าระดับฮอร์โมนต่าง ๆ อย่างฮอร์โมน FSH (Follicle-stimulating hormone), ฮอร์โมน TSH เพื่อดูการทำงานของต่อมไทรอยด์ และฮอร์โมนโปรแลกติน (Prolactin) เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง
  • ประเมินการตกไข่ ภาวะการตกไข่ที่ผิดปกติอาจตรวจพบได้จากประวัติประจำเดือน อุณหภูมิของร่างกาย หรือระดับฮอร์โมนที่ผิดปกติ เช่น การตรวจระดับฮอร์โมน LH ก่อนการตกไข่ หรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในช่วงครึ่งหลังของรอบประจำเดือน
  • อัลตราซาวนด์บริเวณอุ้งเชิงกราน (ผ่านทางช่องคลอด) วิธีนี้จะเผยให้เห็นภาพของมดลูกและรังไข่ได้ชัดเจนกว่าการอัลตราซาวนด์ผ่านหน้าท้อง โดยจะสามารถตรวจวัดขนาดหรือรูปร่างของมดลูกและรังไข่ได้ รวมไปถึงความปกติต่าง ๆ เช่น เนื้องอก ถุงน้ำในรังไข่ เป็นต้น หากตรวจพบความผิดปกติอาจจะต้องมีการขอตรวจเพิ่มเติมด้วย
  • การฉีดสีเพื่อดูท่อนำไข่และมดลูก (Hysterosalpingogram – HSG) เป็นการใช้สายยางขนาดเล็กสอดผ่านปากมดลูกเข้าไปยังโพรงมดลูกและฉีดน้ำที่สามารถมองเห็นได้จากการเอกซเรย์เข้าไปในโพรงมดลูกและท่อนำไข่ เพื่อให้เห็นโครงสร้างของโพรงมดลูกและท่อนำไข่ ถ้ามดลูกที่มีรูปร่างผิดปกติหรือมีการตันของท่อนำไข่จะสามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีนี้จากการเอกซเรย์ สามารถทำได้โดยไม่ต้องวางยานอนหลับ ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดท้องน้อยในระดับปานกลางถึงมาก (ในขณะฉีดน้ำเข้าไปในโพรงมดลูก) แต่อาการจะดีขึ้นภายใน 10 นาที
  • การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (Hysteroscopy) เป็นการสอดท่อขนาดเล็กผ่านปากมดลูกเข้าไปยังโพรงมดลูก แล้วจะมีการฉีดอากาศหรือของเหลวเข้าไปในขยายโพรงมดลูก เพื่อตรวจดูเยื่อบุโพรงมดลูกและท่อนำไข่ เป็นวิธีที่มักใช้ในรายที่คิดว่ามีความผิดปกติของมดลูกหลังจากซักประวัติแล้ว
  • การตรวจผ่านกล้องทางหน้าท้อง (Laparoscopy) เป็นการใช้ท่อขนาดเล็กสอดผ่านแผลขนาดเล็กที่บริเวณหน้าท้อง เพื่อตรวจดูอวัยวะภายในช่องท้องและอุ้งเชิงกรานโดยเฉพาะมดลูก รังไข่ และท่อนำไข่ การผ่าตัดผ่านกล้องนี้จะสามารถตรวจพบความผิดปกติและการอุดตันของท่อนำไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานได้
  • ทดสอบทางพันธุกรรม แพทย์จะแนะนำให้ตรวจเมื่อสงสัยว่าความผิดปกติของโครโมโซมเป็นสาเหตุทำให้มีบุตรยาก ซึ่งการตรวจจะใช้เลือดปริมาณเพียงเล็กน้อย ส่งเข้าห้องปฏิบัติการในการวิเคราะห์ ถ้าพบความผิดปกติ แพทย์จะหารือถึงความเป็นไปได้และประเมินผลที่จะตามมาของกรรมพันธุ์ที่จะถูกส่งต่อไปยังลูก

เมื่อทำการตรวจเรียบร้อยแล้ว สามารถทราบถึงสาเหตุของการมีบุตรยากได้ และจะทำการรักษาโดยเริ่มจากการแก้ไขที่สาเหตุนั้นก่อน ในกรณีที่รักษาหรือผ่าตัดแก้ไขได้ คู่สมรสจะสามารถมีบุตรได้เองตามธรรมชาติ หรือในกรณีที่ไม่สามารถตั้งครรภ์โดยธรรมชาติได้ ก็จะใช้วิธีการเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ โดยการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ต่อไป

Visitors: 42,036