IUI

การทำ IUI ( Intra-uterine insemination) คือ การฉีดเชื้ออสุจิที่ผ่านการคัดกรองเอาแต่ตัวที่แข็งแรงเข้าไปในโพรงมดลูกโดยตรง ในช่วงที่ไข่ตกหรือใกล้กับเวลาที่มีไข่ตก โดยปกติฝ่ายหญิงจะได้รับการกระตุ้นรังไข่โดยการรับประทานยา เพื่อให้ในรอบเดือนนั้นเกิดไข่สองถึงสี่ใบร่วมด้วยโดยตัวอสุจิจะว่ายไปที่ท่อนำไข่และผสมกับไข่เอง ซึ่งเป็นวิธีใกล้เคียงธรรมชาติ เหมาะสำหรับคู่สมรสที่หาสาเหตุการมีบุตรยากไม่พบ หรือฝ่ายหญิงมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือมีปัญหาการตกไข่ หรือฝ่ายชายมีน้ำเชื้ออสุจิไม่ดี ซึ่งการทำ IUI ฝ่ายชายต้องมีน้ำเชื้อที่แข็งแรง

การรักษาด้วยการฉีดเชื้ออสุจินี้ช่วยให้อัตราการตั้งครรภ์สูงกว่าการตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติเนื่องจาก

  1. ในธรรมชาตินั้นจะมีอสุจิที่ต้องตายลงไปเป็นจำนวนมากเนื่องจากความเป็นกรดในช่องคลอด การเตรียมอสุจิแล้วนำอสุจิทั้งหมดฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกหรือท่อนำไข่โดยตรงจึงทำให้มีจำนวนอสุจิในระบบสืบพันธุ์ของฝ่ายหญิงที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นจำนวนมาก
  2. ระยะทางที่อสุจิจะต้องเดินทางไปยังบริเวณที่จะปฏิสนธินั้นถูกย่อให้สั้นลง
  3. การที่มีไข่ตกมากกว่าหนึ่งใบจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เกิดการปฏิสนธิสูงขึ้นได้
  4. หากมีไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิมากกว่าหนึ่งใบก็จะช่วยเพิ่มโอกาสของการฝังตัวของตัวอ่อนและเกิดเป็นการตั้งครรภ์ได้สูงขึ้น
 

ขั้นตอนการทำ IUI

  1. การฉีดเชื้อสามารถทำได้ในรอบของรังไข่ตามธรรมชาติ หรืออาจทำภายใต้การควบคุมการกระตุ้นไข่ การใช้ยากระตุ้นไข่ชนิดรับประทาน (Chromiphene citrate) จะเริ่มให้รับประทานขนาด 50-100 mg ในวันที่ 2 – 6 ของรอบเดือน และให้รับประทานต่อเนื่องเป็นเวลา 5 วัน วิธีนี้อาจช่วยให้มีไข่โตขึ้นมาจำนวนหนึ่ง
  2. การตรวจติดตามการเจริญเติบโตของไข่ และการทำนายวันตกไข่ การตรวจอัลตร้าซาวด์เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการติดตามการเจริญเติบโตของ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถมองเห็นไข่ ที่กำลังเจริญเติบโตขึ้นในรังไข่ได้ โดยปกติไข่จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโตขึ้นวันละ 2 – 3 มิลลิเมตร และเมื่อใกล้การตกไข่จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 18 – 24 มิลลิเมตร
  3. การกำหนดวันไข่ตกที่แม่นยำเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาด้วยวิธีฉีดเชื้ออสุจิ ดังนั้นจึงต้องตรวจว่าเมื่อใดที่ไข่โตเต็มที่ แพทย์จะให้ฮอร์โมน hCG ฉีดเพื่อสนับสนุนให้เกิดการตกไข่ตามกำหนด หรือฉีดเมื่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของไข่มากกว่า 18 มิลลิเมตร เพื่อกำหนดวันในการฉีดเชื้ออสุจิได้อย่างเหมาะสม
  4. ในกระบวนการฉีดเชื้อนั้นเป็นเพียงขั้นตอนที่ง่ายและใช้เครื่องมือเพียงเล็กน้อย โดยที่ฝ่ายหญิงจะต้องนอนบนเตียงตรวจทางสูตินริเวช แพทย์จะใช้เครื่องมือขยายช่องคลอดเพื่อให้สามารถมองเห็นปากมดลูกได้ แพทย์จะทำความสะอาดปากมดลูกโดยใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ด หลังจากนั้นจะต่อท่อที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการฉีดเชื้อเข้ากับกระบอกฉีดยา และทำการดูดเชื้ออสุจิเข้ามาในกระบอกฉีด หลังจากนั้นจะใส่ปลายท่อเข้าไปในโพรงมดลูกผ่านปากมดลูก และค่อยๆฉีดเชื้ออสุจิจากกระบอกฉีดเข้าไปสู่โพรงมดลูกอย่างช้าๆ หลังจากนั้นอุปกรณ์ต่างๆจะถูกนำออกมา และผู้ป่วยจะนอนพักอยู่บนเตียงครู่หนึ่งก่อนที่จะกลับบ้าน
  5. การทดสอบการตั้งครรภ์จะกระทำภายหลังการฉีดเชื้อ 2 สัปดาห์    

ข้อจำกัดของการรักษา

ผู้ป่วยจะต้องผ่านการตรวจวินิจฉัยต่างๆก่อนที่จะตัดสินใจเลือกการรักษาด้วยการฉีดเชื้อ หนึ่งในเหตุผลต่างๆคือเพื่อแยกว่าผู้ใดที่ไม่สามารถทำการรักษาวิธีการนี้ได้

  1. ผู้ที่มีท่อนำไข่อุดตันทั้งสองข้างนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าไม่สามารถตั้งครรภ์ด้วยวิธีการนี้ได้ เนื่องจากการรักษานั้นต้องการท่อนำไข่ที่มีการทำงานได้ปกติทั้งสองข้าง
  2. ผู้ที่มีท่อนำไข่ไม่อุดตั้นทั้งสองข้างแต่มีการอักเสบติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานจนเกิดพังผืดขึ้นจะไม่สามารถเลือกรับการรักษาด้วยวิธีการนี้ได้
  3. สำหรับผู้ที่มีปัญหาของอสุจิขั้นรุนแรงไม่ควรควรเลือกการรักษาด้วยการฉีดเชื้อเนื่องจากความไม่แน่นอนของความสามารถของอสุจิในการปฏิสนธิกับไข่
  4. สิ่งที่จำเป็นต้องเน้นย้ำถึงอีกประการหนึ่งก็คืออายุของฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลอย่างมากต่อการเลือกวิธีการรักษาสำหรับผู้มีบุตรยากด้วย เมื่ออายุของฝ่ายหญิงเริ่มสูงขึ้นจนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ การรักษาด้วยการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย (IVF) จะถูกเลือกมากกว่าการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆเช่นการฉีดเชื้ออสุจิ

Visitors: 22,355